(Nano Ceramic Film)
ฟิล์มนาโนเซรามิค (Nano Ceramic Film) คือ ฟิล์มกรองแสงชนิดพิเศษที่ใช้ อนุภาคนาโนเซรามิคขนาดเล็ก เคลือบไว้ในเนื้อฟิล์ม ทำให้ฟิล์มมีคุณสมบัติเด่นคือ การป้องกันรังสีอินฟราเรด (รังสีความร้อน) และรังสี UV ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง โดยที่ไม่มีส่วนผสมของโลหะ จึงไม่รบกวนสัญญาณดิจิทัล เช่น สัญญาณ GPS หรือ Wi-Fi และยังมีความคงทนสูงกว่าฟิล์มทั่วไป สีไม่ซีดจาง และให้ทัศนวิสัยที่ดี ไม่สะท้อนแสงหรือก่อให้เกิดปัญหาแสงรบกวน
รถยนต์ : ช่วยลดความร้อนภายในรถ ทำให้รู้สึกสบายตัวและช่วยประหยัดการใช้เครื่องปรับอากาศ
อาคาร : ช่วยลดความร้อนที่เข้ามาในอาคาร ทำให้เย็นสบายขึ้น และช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

อนุภาคนาโนเซรามิคมีคุณสมบัติเฉพาะในการสะท้อนหรือดูดซับรังสีอินฟราเรดและ UV ได้ดีกว่าฟิล์มประเภทอื่นๆ
ไม่มีส่วนผสมของโลหะ ทำให้ไม่รบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณโทรศัพท์มือถือ GPS หรือสัญญาณ Easy Pass.
ให้ความคมชัดของภาพจากภายในรถหรืออาคารได้ดี มองเห็นชัดเจนทั้งกลางวันและกลางคืน
ทนทานต่อความร้อนสูง สามารถคงประสิทธิภาพได้นาน สีไม่ซีดจาง
มีความเสถียรต่อความร้อนและไม่เปลี่ยนสี

ฟิล์มปรอท คือ ฟิล์มกรองแสงที่ผลิตจาก แผ่นพลาสติก PET ที่ถูกเคลือบลามิเนตด้วยไออนุภาคโลหะประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เงิน ทอง อลูมิเนียม ฯลฯ ทำให้เนื้อฟิล์มกรองแสงปรอทมีความมันวาว สะท้อนแสงคล้ายกระจกเงา และอาจมีการใส่สีต่างๆ เช่น สีดำ, สีฟ้า, สีเขียว, สีทอง เป็นต้น
มีค่าสะท้อนแสง(VLR) ประมาณ 10-40% ฟิล์มปรอทจะไม่ดูดซับความร้อนเข้ามาในเนื้อฟิล์ม เหมือนกับฟิล์มดำหรือฟิล์มเซรามิค สามารถป้องกันรังสี UVได้ 99%
จริงๆการจะเรียกฟิล์มปรอทให้ถูกต้องนั้้น จะต้องเรียกว่า “ฟิล์มเคลือบอนุภาคโลหะ Metallized window film” จะถูกต้องที่สุด แต่ด้วยความที่ฟิล์มมีความมันวาวสูงคล้ายสารปรอท คนไทยมักจะเรียกฟิล์มประเภทนี้ว่าฟิล์มปรอทนั่นเอง (ซึ่งจริงๆแล้ว ฟิล์มปรอทนั้น ไม่ได้มีส่วนผสมของปรอทเลยแม้แต่น้อย )
ฟิล์มนาโนคาร์บอน (Nano Carbon Film) คือฟิล์มกรองแสงที่ใช้โมเลกุลคาร์บอนขนาดเล็กระดับนาโนเมตรเป็นส่วนประกอบหลัก ทำให้มีสีดำทึบจากภายนอกแต่ยังคงความใสและทัศนวิสัยที่ดีจากภายใน ช่วยป้องกันความร้อนและรังสี UV โดยไม่รบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ เช่น GPS, EASypass และสัญญาณโทรศัพท์ นอกจากนี้ ฟิล์มนาโนคาร์บอนยังมีความคงทน สีไม่ซีดจางง่าย และดูแลรักษาง่ายอีกด้วย
ฟิล์มดำ เป็นฟิล์มอาคารที่นิยมติดกันมากที่สุด นิยมไม่ว่าจะติดฟิล์มบ้าน หรือติดฟิล์มคอนโด เนื่องจากกันร้อนได้ดี และมีหลายความเข้มให้เลือกตั้งแต่ 40% 50% 60% 70% 80% ตอบโจทย์ได้ทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเน้นเรื่องกันความร้อน
บังสายตา ต้องการความเป็นส่วนตัว ลูกค้าสามารถเลือกความเข้มของฟิล์มอาคารได้ ถ้าอยากให้ภายนอกไม่เห็นภายในแต่ภายในมองเห็นภายนอกได้ ก็สามารถเลือกติดฟิล์มดำความเข้ม 80% หรืออยากมองเห็นวิวทิวทัศน์ภายนอกโดยที่ไม่มืดเกินไป ก็เลือกติดฟิล์มดำที่ความเข้ม 40% โดยฟิล์มดำที่ความเข้มสูงจะยิ่งกันร้อนได้ดีเนื่องจากแสงผ่านน้อย แต่ในขณะเดียวกันฟิล์มที่ความเข้มสูงก็จะยิ่งมืดกว่าฟิล์มความเข้มน้อยตามลำดับ


ฟิล์มนิรภัย คือ ฟิล์มกรองแสงที่ผลิตจากพลาสติกโพลีเอสเตอร์ หรือ PET เช่นเดียวกันกับฟิล์มกรองแสงทั่วๆไป แต่จะแตกต่างกันที่ความหนาของฟิล์มนิรภัย ซึ่งจะหนากว่าฟิล์มติดอาคารทั่วไป มากกว่า 5-10 เท่า มีความหนาตั้งแต่ 4 มิล-13 มิล
ด้วยความหนาขนาดนี้ ทำให้สามารถรับแรงกระแทกได้เป็นจำนวนมาก สามารถป้องกันการโจรกรรมโดยการทุบกระจกได้ เพราะจะใช้เวลาในการทุบกระจกที่มีฟิล์มนิรภัยติดอยู่นานกว่าปกติทั่วไปมาก และสามารถยึดเศษกระจกไม่ให้แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆที่เป็นอันตรายได้
ตอบโจทย์การป้องกันการทุบกระจก กระจกแตกจากอุบัติเหตุ ด้วยการติดฟิล์มนิรภัยบ้าน ฟิล์มนิรภัยรถยนต์ ฟิล์มนิรภัยนั้นมีอยู่หลากหลายแบบ หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นฟิล์มนิรภัยแบบใส หนา 4มิล 8 มิล 13มิล ฟิล์มนิรภัยเซรามิค ฟิล์มนิรภัยฉาบปรอท เป็นต้น
ฟิล์มนิรภัยติดรถยนต์ ควรมีความหนาตั้งแต่ 4 มิลขึ้นไป ซึ่งฟิล์มทั่วๆไปที่มีความหนาแค่ 2-2.5 มิล ซึ่งการที่ฟิล์มฟิล์มกรองแสงที่หนาแค่ 2 มิล หลายๆแบรนด์ชอบอ้างคุณสมบัติว่าเป็นฟิล์มกึ่งนิรภัย จริงๆแล้วฟิล์ม2มิลไม่สามารถป้องกันการทุบกระจกได้จริง หรือถ้ามีการโยนหินก้อนใหญ่เข้ามาที่หน้ากระจกรถยนต์ ก็อาจจะไม่สามารถป้องกันได้เลยด้วยซ้ำ ฟิล์มนิรภัยที่เหมาะสมกับรถยนต์จริงๆควรจะหนา 4 มิลขึ้นไป แต่ก็ไม่ควรหนาเกิน 8 มิลเนื่องจากจะกระทบทัศนวิสัยการขับขี่ได้
ฟิล์มนิรภัย ติดบ้าน ติดอาคาร จะมีความหนาตั้งแต่ 4 MIL ขึ้นไป มีความหนาตั้งแต่ 2 มิล – 13 มิล แล้วแต่คุณภาพ ซึ่งความหนาของฟิล์มจะทำให้ระดับการป้องกันการแตกของกระจกแตกต่างกันออกไป ยิ่งหนามาก ยิ่งมีความเหนียวมาก และต้องใช้เวลาในการทำลายมากยิ่งขึ้น
โดยความหนาของฟิล์มนิรภัยติดบ้าน จะนิยมติดตั้งจะอยู่ที่ 4 MIL ด้วยความหนาในระดับนี้ ตัวฟิล์มนิรภัย จะช่วยยึดเกาะเศษกระจกที่แตก ช่วยป้องกันเศษกระจกแตกกระจายร่วงสู่พื้นอันเป็นสาเหตุของอันตรายต่างๆที่จะตามมา เช่น การโดนเศษกระจกบาด ซึ่งอาจส่งผลให้เป็นอันตรายได้ เป็นต้น และยังไม่หนาหรือบางจนเกินไป ไม่ส่งผลต่อทัศนวิสัย เพราะ ถ้าติดฟิล์มนิรภัยหนาเกินไป เช่น ฟิล์มหนา 13 มิล จะทำให้ดูมัวได้
จำหน่าย และรับติดตั้ง “สติ๊กเกอร์ฝ้า ติดกระจก” ช่วยทำให้คนข้างนอกมองไม่เห็นภายในห้อง ตัวช่วยที่จะเข้ามาแบ่งพื้นที่ให้กับบ้าน หรือ ห้องทำงานของคุณ โดยไม่ทำลายบรรยากาศภายในห้อง เพิ่มความเป็นส่วนตัว อีกทั้ง ยังมีสติ๊กเกอร์ติดผนังลายต่าง ๆ เพิ่มความสวยงาม ไม่ว่าจะเป็น สติ๊กเกอร์ลายไม้ไผ่ สติ๊กเกอร์ลายดอกไม้ สติ๊กเกอร์ลายธรรมชาติ สติ๊กเกอร์สุญญากาศ ช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับห้องทำงานหรือที่พักอาศัย และ ทั้งยังช่วยป้องกันแสงแดดจากภายนอกที่ส่องเข้ามาภายในอาคารให้เบาบางลงได้อีกด้วย
