เราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรเปลี่ยนฟิล์มรถยนต์เมื่อไหร่?

คุณรู้หรือไม่ว่าเมื่อไหร่ควรเปลี่ยนฟิล์มรถยนต์? หลายคนอาจมองว่าฟิล์มรถยนต์เป็นเรื่องเล็ก ๆ และไม่ส่งผลอะไร แต่จริง ๆ แล้วฟิล์มมีผลต่อความสบายและความปลอดภัยในการขับขี่อย่างมาก เพราะเมื่อใช้งานไปนาน ๆ ฟิล์มจะเสื่อมสภาพ ทำให้ประสิทธิภาพในการกันความร้อนลดลง และการมองเห็นไม่ชัดเจน ส่งผลให้ภายในรถร้อน และการขับขี่ไม่สะดวก
วันนี้เราจะมาแนะนำสัญญาณบอกเหตุที่บ่งบอกว่าถึงเวลาที่ควรเปลี่ยนฟิล์ม พร้อมข้อมูลสำคัญที่จะช่วยให้คุณดูแลรถได้อย่างเต็มประสิทธิภาพกัน
ทำไมต้องให้ความสำคัญกับฟิล์มรถยนต์
ฟิล์มรถยนต์มีความสำคัญอย่างมากเพราะช่วยลดความร้อนจากแสงแดด ทำให้ห้องโดยสารเย็นขึ้น ลดภาระการทำงานของแอร์และประหยัดน้ำมัน อีกทั้งยังป้องกันรังสี UV ที่ทำลายผิวหนังและวัสดุภายในรถ ฟิล์มคุณภาพดีช่วยกรองแสง ลดแสงสะท้อนและแสงจ้า เพิ่มความชัดเจนในการมองเห็น ช่วยให้ขับขี่กลางวันและกลางคืนปลอดภัยยิ่งขึ้น และยืดอายุวัสดุภายในรถไม่ให้ซีดจาง นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเกิดอุบัติเหตุด้วยการช่วยยึดกระจกไม่ให้แตกกระจายอีกด้วย
สัญญาณที่บอกว่าฟิล์มรถยนต์เสื่อมสภาพ
ฟิล์มรถยนต์ที่เราติดจะช่วยกันความร้อนและรังสี UV ให้เราสบายตัวเวลาอยู่ในรถ แต่พอใช้ไปนาน ๆ ฟิล์มก็จะเริ่มเสื่อมสภาพลงเรื่อย ๆ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ นอกจากจะรู้สึกร้อนกว่าเดิมแล้ว ที่น่ากังวลที่สุดคือ มันจะส่งผลต่อการมองเห็นตอนขับรถ ทำให้ทัศนวิสัยแย่ลง และอาจจะไม่ปลอดภัยเอาได้ง่าย ๆ เลย คราวนี้เราลองมาเช็กกันหน่อยดีกว่าว่ารถของเรามีอาการเตือนเหล่านี้บ้างหรือเปล่า ถ้าเจอสัญญาณเหล่านี้เมื่อไหร่ เตรียมตัวเปลี่ยนฟิล์มใหม่ได้เลย
1. ฟิล์มมีความขุ่นมัวหรือเปลี่ยนสีไปจากเดิม
ถ้าเจอฟิล์มที่เคยใส แต่กลับดูหม่นหรือออกเหลืองเล็กน้อย คล้ายกระจกฝ้ามัว ปัญหานี้มักเกิดกับรถที่จอดกลางแจ้งบ่อย ๆ เพราะความร้อนและรังสี UV จะทำให้เนื้อฟิล์มเสื่อมสภาพ การมองเห็นผ่านฟิล์มในลักษณะนี้จะลดลงโดยเฉพาะตอนฝนตกหรือขับรถกลางคืน ซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยได้
2. ฟิล์มเกิดรอยขีดข่วนและมีฟองอากาศ
ถ้ามองใกล้ ๆ แล้วเห็นฟิล์มลอก มีริ้ว หรือมีฟองอากาศอยู่ตามมุม นั่นไม่ใช่เรื่องเล็กแล้ว สาเหตุอาจเกิดจากกาวเสื่อมหรือวัสดุฟิล์มที่ไม่ทนต่ออุณหภูมิร้อนของเมืองไทย ฟองเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไม่สำคัญ อาจกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ เพราะมันจะลดทัศนวิสัยในการมองเห็น และเพิ่มความเสี่ยงในการขับรถอีกด้วย
3. รอยลอกหรือมุมฟิล์มเริ่มลอกตัว
ให้สังเกตตรงขอบหน้าต่าง โดยเฉพาะกระจกหลังหรือมุมกระจก หากฟิล์มเริ่มหลุดล่อน นั่นแปลว่าฟิล์มกำลังจะหมดอายุการใช้งานแล้ว การลอกตัวออก อาจลากเศษฟิล์มไปขัดยางขอบหน้าต่าง ทำให้เกิดเสียงรบกวนเวลาขึ้นลงกระจก และหากปล่อยไว้นาน ฟิล์มอาจหลุดลอกมากขึ้นเป็นแถบได้
4. ฟิล์มไม่กันความร้อนเหมือนเดิม
เคยขึ้นรถแล้วรู้สึกร้อนผิดปกติ ทั้งที่เปิดแอร์และขับเส้นทางเดิมหรือเปล่า บางทีปัญหาไม่ได้อยู่ที่แอร์ แต่เป็นเพราะฟิล์มที่เสื่อมสภาพ ไม่สามารถกันความร้อนได้ดีเท่าเดิม ทำให้แสงแดดส่องเข้าโดยตรง
5. มองเห็นไม่ชัดเจนเมื่อขับขี่ในเวลากลางคืน
อีกหนึ่งสัญญาณที่หลายคนไม่ทันสังเกตคือ ฟิล์มที่เสื่อมคุณภาพเริ่มจะมีปัญหาเรื่องการกระจายหรือสะท้อนแสง โดยเฉพาะจากไฟถนนหรือไฟหน้ารถที่ขับสวนมา มันอาจทำให้เรารู้สึกว่าดวงตาล้ากว่าปกติเวลาขับตอนกลางคืน หรือมองเห็นไม่ชัด บางทีต้องเพ่งจนปวดตา ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยมีปัญหา จุดนี้ถ้าเจอบ่อย ๆ ต้องเปลี่ยนฟิล์มทันที เพราะอาจเป็นต้นเหตุของการเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายมาก
6. ฟิล์มมีรอยแตกร้าวหรือฉีกขาด
ลองดูใกล้ ๆ ตั้งแต่กระจกหน้า ด้านข้าง ไปถึงกระจกหลัง ว่าเจอรอยแฉลบบ้างไหม หรือจุดที่เหมือนมีเส้นแตกในเนื้อฟิล์ม นั่นเป็นผลจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ๆ หรือบางครั้งก็เป็นเพราะตัวฟิล์มเองไม่ได้มีวัสดุที่ทนทานพอ รอยพวกนี้มักเริ่มจากจุดเล็ก ๆ แล้วกระจาย แถมยังไม่ได้มีผลแค่ต่อสายตา แต่มันลดอายุการใช้งานของกระจกลงไปอีกด้วย เพราะเมื่อเกิดความร้อน ไม่เพียงแค่ฟิล์มที่ปริ ตัวกระจกก็รับแรงอัดมากขึ้นตามไปด้วย
เหตุผลที่ควรเปลี่ยนฟิล์มรถยนต์ทันทีเมื่อพบสัญญาณผิดปกติ
เมื่อฟิล์มเกิดความเสียหายหรือเสื่อมสภาพลง มันไม่ได้แค่ทำให้รถดูเก่า แต่ยังส่งผลต่อการมองเห็น แอร์ทำงานหนัก และแม้แต่สุขภาพผิวของเราได้ด้วย สัญญาณฟิล์มเสื่อมที่ควรระวัง ได้แก่
- ฟิล์มสูญเสียคุณสมบัติป้องกันความร้อน ทำให้รถร้อนขึ้นและแอร์ทำงานหนัก ส่งผลให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น
- ฟิล์มเกิดฟองอากาศ รอยลอก หรือรอยยับ จะทำให้ทัศนวิสัยลดลง เพิ่มความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ
- ฟิล์มบางชนิดเสื่อมสภาพ อาจทำให้ระบบไฟฟ้า เช่น เส้นไล่ฝ้ากระจกหลังทำงานผิดปกติได้
- หากปล่อยให้ฟิล์มร่อนหรือหลุดลอกนาน อาจทำให้กาวฟิล์มติดแน่นกับสีรถจนทำความเสียหายต่อรถยนต์
ดังนั้น เมื่อเราเริ่มเห็นสัญญาณผิดปกติ ต้องรีบเปลี่ยนฟิล์มทันที จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ และ ช่วยรักษาสภาพรถให้ดีอยู่เสมอด้วย
ข้อควรรู้ก่อนการเปลี่ยนฟิล์มรถยนต์ใหม่
เมื่อรู้วิธีสังเกตว่าควรจะเปลี่ยนฟิล์มรถยนต์เมื่อไหร่กันแล้ว คราวนี้มาดูว่า ถ้าต้องเปลี่ยนจริง ๆ สิ่งที่ต้องเตรียมตัวและข้อมูลที่จำเป็นก่อนจะติดฟิล์มใหม่ เพื่อให้คุณได้ฟิล์มที่ตรงใจและมีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด ต้องคำนึงถึงอะไรบ้างกันต่อเลย
1. การลอกฟิล์มเก่าอย่างถูกวิธี
การลอกกระจกหลัง ต้อง ให้ช่างผู้เชี่ยวชาญดำเนินการ เพื่อป้องกันความเสียหาย
คราบกาว ต้องทำความสะอาดคราบกาวที่ตกค้างออกให้หมดจดก่อนติดตั้งฟิล์มใหม่ เพื่อป้องกันฟองอากาศและฟิล์มหลุดล่อน
2. การเลือกประเภทและคุณสมบัติของฟิล์มใหม่
- กันความร้อน ให้ดูค่าประสิทธิภาพการลดความร้อนรวมเป็นหลัก
- ความเข้ม ถ้าเป็นกระจกหน้า ให้เลือกฟิล์มที่ ไม่มืดมาก เพื่อทัศนวิสัยที่ดีในการขับขี่ที่มืด ส่วนกระจกข้างและหลังสามารถเลือกความเข้มมากขึ้นเพื่อความเป็นส่วนตัวได้เลย
- ประเภทฟิล์ม แนะนำ ฟิล์มเซรามิก ซึ่งกันความร้อนสูงและ ไม่รบกวนสัญญาณ เช่น Easy Pass หรือ GPS ด้วย
3. ตรวจสอบระยะเวลาการรับประกันและการติดตั้ง
- ฟิล์มรถยนต์ที่ดีควรมีการรับประกันจากผู้ผลิตอย่างน้อย 5-7 ปี โดยให้ครอบคลุมถึงอาการหลุดลอก, แตกเป็นฟองอากาศ และการเปลี่ยนสีซีดจาง อย่าลืมสอบถามและเก็บบัตรรับประกันไว้ด้วย
- เลือกร้านติดตั้งที่มีความน่าเชื่อถือ มีห้องติดตั้งที่สะอาด ปลอดฝุ่น และช่างมีประสบการณ์ เพราะคุณภาพของงานติดตั้งส่งผลโดยตรงต่ออายุการใช้งานของฟิล์มใหม่
ตรวจสอบฟิล์มรถยนต์ให้พร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา
ฟิล์มรถยนต์ไม่ได้มีไว้แค่ความสวยงาม แต่ยังช่วยเพิ่มความสบายและความปลอดภัยในการขับขี่ หากฟิล์มเริ่มเปลี่ยนสี ซีดหรือม่วง มีฟองอากาศ รอยยับ ลอก หรือขุ่นจนมองไม่ชัด โดยเฉพาะกลางคืน รวมถึงรถร้อนผิดปกติ แอร์ทำงานหนัก หรือภาพซ้อนมัว นั่นคือสัญญาณว่าควรเปลี่ยนฟิล์มใหม่ทันที ฟิล์มที่เสื่อมจะลดประสิทธิภาพในการกันความร้อน ลดทัศนวิสัย และทำให้สิ้นเปลืองน้ำมัน การเปลี่ยนฟิล์มทันเวลาไม่เพียงรักษารถ แต่ยังช่วยสายตาและลดความเสี่ยงอุบัติเหตุด้วย

